วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

1 วันก่อนสอบ ควรเตรียมตัวอย่างไร

คืนก่อนสอบ
ทบทวนเนื้อหาที่สำคัญพอประมาณและก็ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะแล้วก็รีบนอน ไม่ควรจะอ่านหนังสือดึกเกินไป เพราะจำทำให้เราง่วงตอนสอบ สมองล้าทำให้คิดอะไรช้า แต่หลายคนระวังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ก็พยายามนับเเกะเอานะครับ ( การกินยานอนหลับก็ช่วยได้ แต่ไม่ควรจะกินเป็นประจำนะครับ แนะนำเป็นยาแก้แพ้ นะครับ ) 
สติกโกลด์ นักประสาทวิทยาชาวอังกฤษได้รายงานผลการทดลองว่า “ในการเรียนรู้ หรือเทคนิกใหม่ๆนั้นต้องได้นอนหลับในวันที่เรียนรู้ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ส่วนความทรงจำที่เข้าสู่สมองโดยไม่มีการพักผ่อนจะไม่ได้รับการบันทึกลงสมอง และจะหายไปในสามวัน” นั่นคือความทรงจำจะถูกจัดเรียงและบันทึกในระหว่างหลับ ดังนั้นการอ่านหนังสือโดยไม่หลับไม่นอน จะทำให้ความรู้เหล่านั้นไม่ได้เก็บรักษาเป็นความทรงจำระยะยาว 
 สำหรับคนที่อ่านไม่ทัน เลยต้องอ่านหนังสือถึงเช้าแล้วเข้าสอบ ( ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เป็นแบบนี้กันเยอะ ) บางก็ใช้วิธีโด๊ปเครื่องดื่มบำรุงกำลังช่วย เช่น กระทิงแดง   แบรนด์ และยี่ห้ออื่น ๆ อันนี้ก็แล้วแต่เทคนิคส่วนตัว
แต่ในทางวิทยาศาสตร์  นักวิจัยในอเมริกาพบว่า คาเฟอีนและนิโคตินช่วยยับยั้งการดูดซึมวิตามินที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมอง  อีกทั้งช่วงแรกอาจจะทำให้ร่างกายตื่นตัวแต่ถ้าหมด ถทธ์ยาแล้ว ร่างกายจะยิ่งโทรม หรือยิ่งง่วงนั่นเอง
อุปกรณ์การสอบ
 ควรจะเตรียมดินสอ ปากา ( ยางลบ ที่ลบคำผิดด้วย ) ไปหลายๆแท่งนะครับ เพื่อเกิดเหตุฉุเกิน  ดินสอเกิดหาย ตอนสอบจะได้แก้ไขทันที  สำหรับดินสอ ก็แนะนำไส้ขนาดมาตราฐาน คือ 2B นะครับ บางคนชอบ EE เพราะมันทำฝนได้เร็ว แต่ขอเตือนว่า บ้างครั้งเครื่องจะไม่ตรวจนะครับ  และที่สำคัญอย่าลืมบัตรนักเรียน บัตรประชาชน  บัตรเข้าห้องสอบ รวมไปถึงเอกสารอื่นๆ ที่ทางผู้จัดสอบต้องการครับ
( หลายคนแนะนำ ให้ใช้ 4B ครับ เพราะหัวจะใหญ่ ทำให้ประหยัดเวลาในการฝนกระดาษคำตอบ แต่ถ้าฝนผิดทีจะลบนี่ลำบากพอควร )
ตื่นนอน
ตามหลักการของนักปลุกพลังระดับโลกนะครับ  เขาแนะนำให้ตื่นนอนมามาตะโกนดังๆ กับตัวเอง  "  เราทำได้  เราทำได้  เราทำได้   " ( ใช้คำอื่นก็ได้ตามศรัทธา เช่น  หนูทำได้ สู้เพื่อแม่  55 )   มันจะเป็นการฝังโปรแกรมเข้าไปในจิตใจลงสู่สามัญสำนึกของเราให้มีกำลังใจ และพลังในการทำข้อสอบครับ  ( ควรจะทำหลายๆ วันก่อนสอบ )    
อย่าลืมฝากบอกคนที่บ้านช่วยปลุกด้วยเผื่อตื่นสาย  บอกให้เพื่อนโทรหาด้วยก็ดี เพื่อความปลอดภัย
 
อาหารเช้า
นโปเลียนกล่าวไว้ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง   ในการสอบอาหารในเมื้อเช้าก็สำคัญมากเช่นกัน   ข้อมูลจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันว่าอาหารเช้าเป็นอาหารมื้อแรกที่สำคัญที่สุดของวัน อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิทั้งในการเรียนและการทำงาน  โดยหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เค็ม ด้วยนะครับเพราะคงไม่มีใครอยากเข้าห้องน้ำตอนสอบ =__=
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เค็ม เผ็ด และไม่ควรทานเยอะเกิน  น้ำก็ควรดื่มให้น้อย เน้นอาการที่ย่อยง่ายทานง่ายนะครับ
ก่อนออกจากบ้าน
อย่าลืม กราบไหว้ ขอพร จากพ่อแม่ ก่อนออกจากบ้านด้วยนะครับ   เพื่อความเป็นศิริมงคล
การเดินทาง
ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน  และต้องแน่ใจว่าเขานัดสอบที่ใด ห้องไหน  ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน   ควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15-30 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น   แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าหลายชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้
สำหรับ O-NET จะสอบที่โรงเรียนตัวเองก็ไม่น่ามีปัญหาในเรื่องสถานที่ แต่สำหรับคนอยู่ใน กทม หรือเมืองใหญ่ ก็เพื่อเวลาการเดินทางสำหรับ รถติด ฝนตก ไว้ด้วยนะครับ  ( ถ้าเป็นเกาหลี เรียกว่าปิดประเทศ เพื่อให้เด็กสอบเลยครับ เพราะอย่างช่วงเช้า ทั้งรัฐและเอกชนจะเลื่อนเวลาทำงานให้  เพื่อไม่ใก้การจราจรติดขัด เครื่องบินก็ห้ามบินขึ้นลง เพื่อจะไม่ให้มีเสียงรบกวนด้วย  ดีเนอะ )
เมื่อถึงโรงเรียน สนามสอบก่อนเข้าห้องสอบ

บางคนก็ถือเคล็ด  กราบไหว้สิ่งศักสิทธ์อีกรอบ    แต่ที่สำคัญคือพยายาม ตั้งสติ สมาธิทบททวนเนื้อหาบทเรียนที่เตรียมมาอีกสักนิด   หรือแลกเปลี่ยน  ติวข้อสอบกับเพื่อนอีกสักหน่อย   และตรวจเชค อุปกรณ์การสอบอีกสักรอบ
 

เข้าห้องสอบ
โบราณเขาว่า  ขวาร้าย  - ซ้ายดี 555  ดังนั้นก้าวขาซ้ายก่อนละกัน  ( เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร แป่ว)  …..   ในการสอบใหญ่ เรื่องกฎระเบียบจะสำคัญมากนะครับ  กรุณาทำตามกฎอย่างเคร่งครัด   ถ้าไม่เข้าใจก็ยกมือให้อาจารย์คุมสอบเดินมาหาเราเอง   
ก่อนลงมือทำข้อสอบกรุณาอ่านโจทย์เข้าใจ ว่าเข้าจะให้เราทำอะไรกันแน่    
 สำหรับการทำข้อสอบ ก็  ทำสุดความสามารถ ทำข้อง่าย ก่อนนะครับ บริหารเวลาดีดี ไม่เสียเวลากับข้อสอบข้อใด้ข้อหนึ่งมากเกิน แต่ก็ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไปเพราะยังไงก็ออกจากห้องสอบก่อนไม่ได้      และที่สำคัญ อ่านคำสั่งให้ดีก่อนทำข้อสอบ รวมถึง ฝนและเขียนชื่อ รหัสต่างๆให้ครบด้วยนะครับ
เรื่องทวนข้อสอบเมื่อทำเสร็จแล้ว  บางคนบอกว่า ยิ่งแก้ยิ่งผิด  555 อันนี้ก็อยู่ที่วิจารณญาณส่วนบุคคลนะครับ แต่ผมก็คิดว่าทวนก็ยังดีกว่าไม่ได้ทวน
ตื่นสนามสอบ !! เครียด
ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้แล้วครับ ไม่ต้องไปคิดเยอะ ว่าพอเห็นข้อสอบแล้วจะทำไม่ได้ ว่าจะสอบไม่ติด ว่าจะได้คะแนนน้อย ว่าจะทำให้พ่อแม่เสียใจ ตอนนี้ขอให้พยายามสงบสติอารมณ์ ใครที่ผ่านการสอบแข่งขั้นมาอาจจะโชคดีกว่าหน่อยเพราะจะควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า สำหรับคนที่สอบเป็นครั้งแรก อาจจะมีอาการตื่นสนามสอบ ก็ขอให้หายๆใจลึกๆ คิดถึงสิ่งดีๆ  ( แอบมอง หนุ่มหล่อ สาวสวย ในสนามสอบก็ได้ ฮาฮา )  

เทคนิคการสร้างกำลังใจ
ผมได้อ่านเจอเทคนิคของผู้มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง สตีเฟ่น คิง และ แจ็ค นิคคลอส โดยทำง่ายๆ ดังนี้  สร้างมโนภาพว่าตัวเองกำลังทำอะไร ให้สร้างภาพเหมือนกำลังชมภาพยนตร์ที่เคลื่อนไหวสมจริง จนคุณเชื่องตัวเองจะทำตามนั้นได้  และที่สำคัญที่สุด ให้นึกภาพตัวเองอย่างที่เป็นในปัจจุบัน เสมือนคุณทำสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว  สู้ๆ
สุดท้ายก็ขอให้น้องๆทุกคนโชคดีในการสอบ
ข้อไหนทำไม่ได้ก็ขอให้มั่วถูก
ข้อไหน มั่วไม่ถูก ก็ขอให้ข้อสอบผิด  *0*  

การสอบไม่ใช่การวัดความรู้ของเราอย่างเดียว แต่เป็นการวัดความสามารถในการใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดแสดงศักยภาพในตัวเราออกมา และเป็นการทดสอบสภาพจิตใจของเราด้วย ตั้งสติให้ดีค่ะ ถ้าข้อไหนรู้ว่าทำไม่ได้จริงๆ เดาแล้วข้ามไปเลยค่ะ เอาเวลาไปเก็บคะแนนในส่วนที่เราทำได้ ทางที่ดี ทำส่วนที่เราถนัดก่อนดีกว่า  by P.Boom

แต่งโดย UniGang.com

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

อันดับมหาวิทยาลัยไทย โดย QS World University Rankings 2013-2014


    

สำหรับระเบียบวิธีวิจัยในการจัดอันดับยังคงแบ่งออกเป็น 6 ตัวชี้วัด ได้แก่
- (40%) Academic reputation (ชื่อเสียงทางวิชาการ) จากการสำรวจผ่าน QS Global Academic Survey
- (10%) Employer reputation (ชื่อเสียงจากนายจ้าง) จากการสำรวจผ่าน QS Global Employer Survey
- (20%) Citations per faculty (อัตราส่วนอาจารย์) จากฐานข้อมูลของ Data from SciVerse Scopus
- (20%) Faculty/student ratio (อัตราส่วนนักเรียนต่อจำนวนอาจารย์)
- (5%) Proportion of international students (จำนวนนักเรียนนานาชาติ)
- (5%) Proportion of international faculty (จำนวนอาจารย์นานาชาติ)

มาแล้ว ! อันดับมหาวิทยาลัยโลก 2013-2014 โดย QS World University Rankings

     มาแล้ว ! อันดับมหาวิทยาล

สวัสดีชาว eduzones ทุกคนครับ มองการศึกษาโลก วันนี้เกาะติดผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกสำนักอังกฤษ อย่าง Quacquarelli Symonds หรือ หลายๆคนจะรู้จักกันในชื่อ QS ครับ โดยล่าสุด วันที่ 10 กันยายน 2013 วันนี้นั้น ทางสำนักจัดอันดับ ได้ปล่อยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 2013-2014 ทั้ง 800 มหาวิทยาลัยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

โดยผลการจัดอันดับ 5 อันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านบน ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยเจ้าเดิม ได้แก่
อันดับ 1 Massachusetts Institute of Technology (MIT) (แชมป์สมัย 2)
อันดับ 2 Harvard University (ขึ้นจากอันดับ 3)
อันดับ 3 University of Cambridge (ตกจากอันดับ 2)
อันดับ 4 UCL (อันดับคงที่จากปีที่แล้ว)
อันดับ 5 Imperial College London (ขึ้นจากอันดับที่ 6)
 
ส่วนมหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษอีกแห่งอย่าง University of Oxford  จากจากอันดับที่ 5 มาอยู่ในอันดับที่ 6 ในปีนี้ครับ

สำหรับมหาวิทยาลัยในอาเซียนของเราที่ติดอันดับด้านบน 200 มหาวิทยาลัยแรกนั้น มีมหาวิทยาลัยเข้าชิงชัยอยู่ 3 แห่ง จาก 2 ประเทศ คือ

 
อันดับที่ 24 ของโลก National University of Singapore (NUS) จากสิงคโปร์
อันดับที่ 41 ของโลก Nanyang Technological University (NTU) จากสิงคโปร์
อันดับที่ 167 ของโลก Universiti Malaya (UM) จากมาเลเซีย

และเป็นที่น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยของไทยสองแห่งได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตกลงจากอันดับที่ 201 ในปีที่แล้วมาอยู่ในอันดับที่ 239 ในปีนี้ และ มหาวิทยาลัยมหิดล ตกจากผลการจัดอันดับ จากอันดับที่ 255 มาอยู่ในอันดับที่ 283 ในปีนี้

สำหรับระเบียบวิธีวิจัยในการจัดอันดับยังคงแบ่งออกเป็น 6 ตัวชี้วัด ได้แก่

- (40%) Academic reputation (ชื่อเสียงทางวิชาการ) จากการสำรวจผ่าน QS Global Academic Survey
- (10%) Employer reputation (ชื่อเสียงจากนายจ้าง) จากการสำรวจผ่าน QS Global Employer Survey
- (20%) Citations per faculty (อัตราส่วนอาจารย์) จากฐานข้อมูลของ Data from SciVerse Scopus
- (20%) Faculty/student ratio (อัตราส่วนนักเรียนต่อจำนวนอาจารย์)
- (5%) Proportion of international students (จำนวนนักเรียนนานาชาติ)
- (5%) Proportion of international faculty (จำนวนอาจารย์นานาชาติ)

มาแล้ว ! อันดับมหาวิทยาล

ส่วนผลการจัดอันดับสาขาวิชาเฉพาะทางของมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยแรกของโลกปี 2013 นั้น มีดังนี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยแรกในสาขาวิชาเฉพาะทาง ปี 2013 ดังนี้ 

-สาขาวิศวกรรมเคมี อันดับที่ 51-100 ของโลก
-สาขาวิศวกรรมโยธาและโครงสร้าง อันดับที่ 51-100 ของโลก
-สาขาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ อันดับที่ 51-100 ของโลก

มหาวิทยาลัยมหิดล ติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยแรกในสาขาวิชาเฉพาะทาง ปี 2013 ดังนี้ 

-สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ อันดับที่ 51-100 ของโลก

สามารถดูผลการจัดอันดับ สุดยอดมหาวิทยาลัยโลก 2013-2014 โดย QS World University Rankings ได้ที่นี่

บทความโดยต้นซุง eduzones

ผู้เชี่ยวชาญเผย ให้ระวัง ภาวะฮอลิเดย์ แฮงก์โอเวอร์ เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางท่องเที่ยว


ผู้เชี่ยวชาญเผย ให้ระวัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 กันยายน ว่า ผู้เชี่ยวชาญได้เปิดเผยว่า ผู้คนในยุคปัจจุบัน กำลังเสี่ยงที่จะมีอาการ "Holiday Hangover" หรืออาการเบื่อและล้าหลังท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้พบว่ามีผู้ประสบกับภาวะนี้เพิ่มมากขึ้น
 
รายงานระบุว่า อาการนี้จะทำให้ผู้ที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดพักผ่อน หรือช่วงพักร้อน รู้สึกเบื่อและรังเกียจที่จะทำงาน เบื่อบ้าน เบื่อการเดินทาง หรือแม้แต่เบื่อคนรักและความสัมพันธ์ และต้องใช้เวลานานกว่าจะหายไป

ซึ่งที่ผ่านมา พบว่ามีหลายบุคคลที่มีอาการเช่นนี้เกิดขึ้น โดยพวกเขาจะเบื่อหน่าย และตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ใช้เหตุผลน้อยลง ยอมรับความเป็นจริงน้อยลง และต้องการจะเปลี่ยนชีวิตที่เป็นอยู่ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างในชีวิตมากขึ้น เพื่อให้ตัวเองได้สุขสบายเหมือนการได้ไปท่องเที่ยวซึ่งทำให้พวกเขาผ่อนคลาย
 
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ทางออกของอาการดังกล่าวคือ ต้องพยายามปล่อยวางอาการดังกล่าวให้หายไปเอง และพยายามอยู่กับปัจจุบัน ออกกำลังกาย ไปทำกิจกรรมอาสา หรือเรียนวิชาชีพเสริม ซึ่งอาจช่วยผ่อนคลายความเครียด หากคิดว่าชีวิตของเราอาจย่ำอยู่กับที่มากเกินไป

หรืออาจปรึกษาจิตแพทย์ เปิดกว้างและหันไปพูดคุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนสนิท หรือครอบครัว และวางแผนชีวิตไว้ ก็จะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยได้

หรืออาจโทรปรึกษา
สายด่วนสุขภาพจิต 1323

เรียบเรียงจาก
ข้อมูล และ ภาพประกอบ : มติชนออนไลน์ 11 กันยายน 2556 

Credit : http://blog.eduzones.com

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

25 ปีเมืองร้างเมืองผีเชอร์โนบิล


     25 ปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล
เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1986(2529) เวลา 01:23  แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลขสี่ของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ใกล้เมือง Pripyat พรีเพียต  วิศวกรและคนงานทำงานผิดพลาด ทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์เกิดความร้อนอย่างรุนแรงจนระเบิดขึ้นมา
ยังผลให้เกิดเถ้าถ่านและฝุ่นละอองของกัมมันภาพรังสีปลิวฟุ้งกระจายไปทั่ว  แพร่กระจายไปปกคลุมท้องฟ้าทางตอนเหนือสหภาพโซเวียตรัสเซียและแถบยุโรปตะวันตก  ผลจากภัยพิบัติครั้งนี้คนตายทันทีและจากการที่ได้รับกัมมันตรังสีโดยตรง 50 คน
 ส่วนอีก 4,000 คนตายในภายหลังจากการสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อนกัมมันตรังสี
     ทำให้ทางการรัสเซียต้องอพยพผู้คนกว่า 350.000 คนให้ออกจากพื้นที่โดยรอบ
 
ในปี 2011(2554) ครบรอบ 25 ปี (ปีที่ช่างภาพได้ไปถ่ายภาพชุดนี้)  25 ปี ภายหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่น่าเศร้าสลด  บริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ยังคงสภาพเหมือน เมืองร้าง เมืองผี  สภาพโดยรอบ ๆ ยังดูน่าสะพึงกลัวและน่าสลดหดหู่ใจ
เมื่อมองภาพเหล่านี้ ลองจินตนาการว่า ผู้คนต่างต้องรีบอพยพหนีจากบ้านเกิดเมืองนอน
ทิ้งข้าวของส่วนใหญ่ไว้เบื้องหลัง รวมทั้งบ้านเรือนที่ไม่อาจหวนกลับมาอยู่ได้อีกเลย
 
หมายเหตุ ช่วงหลัง 20 ปีเริ่มมีคนลักลอบเข้าไปในเมืองนี้  เพื่อค้นหาทรัพย์สินที่ตกค้าง ขนไปใช้เองหรือขายในตลาดมืด
   ผู้สนใจติดตาม TotallyCoolPix
โดยเฉพาะช่างภาพ David Schindler เดวิด ชินด์เดอร์
ได้เดินทางไปถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เชอร์โนบิล
ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่าเศร้า
จากการมองย้อนกลับไปวันวานในช่วงปี 1986(2529)
 
                                        

            อันนี้เป็นรูปภายหลัง25ปีที่เมืองนี้ถูกปิดครับ
 
                     
ปลาในแม่น้ำ pripyat รอบๆโรงไฟฟ้า มีอยู่จำนวนมาก ปลาดุกตัวใหญ่ๆนี่ยาว 2 เมตรนะครับ
แต่ยังทานไม่ได้ เพราะในกระดูกปลายังพบรังสีที่สุงเกินค่ามาตรฐาน
   

Credit : http://pantip.com/topic/30669881
http://www.siamboard.net

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

โตเกียวเฮ ! เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2020

 


ขอแสดงความยินดีกับ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ด้วยครับ ที่จะได้เป็นผู้จัด โอลิมปิกฤดูร้อนปี 2020ครับ หลังจากที่กรุงปักกิ่งตัวแทนจากทวีปเอเชียเคยจัดโอลิมปิกฤดูร้อนไปเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมาครับ 

นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเราคงได้ไปเที่ยวกันอย่างสำราญใจเพราะญี่ปุ่นงดวีซ่าเข้าประเทศให้สูงถึง 15 วัน จัดตารางการไปเที่ยวและชมการแข่งขันกีฬากันดีดีนะจ๊ะ !

Credit: CNN

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

8 อาหารทำให้ง่วงตลอดเวลา ห้ามกินก่อนอ่านหนังสือ !!

คุณเคยส่งสัยตัวเองบ้างไหมค่ะว่าทำไมถึงได้มีอาการง่วงนอนตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นั้นคุณลองสังเกตุตัวเองดูนะค่ะว่าได้กินอาหารที่มีสาเหตุของการง่วงนอนตลอดเวลาบ้างรึเปล่าค่ะ และวันนี้เราจะมาบอกถึง 8 อาหารทำให้คุณนั้น ง่วงนอนตลอดเวลา ค่ะ ถ้ารู้แล้วว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่คุณชอบทานบ่อย ๆ ก็ดูให้ดีนะค่ะ ทีหลังจะได้ลองห้ามใจตัวเองไม่ให้ทานเพื่อให้คุณจะได้ไม่ต้องง่วงนอนตลอดเวลาค่ะ

 8 อาหาร "ง่วงนอนตลอดเวลา"

   

1. กาแฟ ดื่มกาแฟตอนเช้าโดยที่กระเพาะอาหารยังว่างเปล่าจะทำให้ง่วงได้ เพราะหลังจากดื่มกาแฟได้ 30 นาที กาเฟอีนจะเข้าไปในกระแสเลือดและไปที่สมองส่งผลให้ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองถูกสกัดกั้นแล้วความง่วงก็จะตามมา


  
  

2. กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็วช่วยสลายความเครียด ฮอร์โมนเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินจากกล้วยจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่ถ้ารับประทานกล้วยมากเกินไปจะทำให้เราเกียจคร้านและไม่อยากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย


   

3. ช็อกโกแลต สาร Phenylethylamine ในช็อกโกแลตจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้น ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้นอนหลับและถ้าหากมีโกโก้ในปริมาณสูงก็จะทำให้รู้สึกมีความสุข


  
  

4. ครัวซองต์ หากรับประทานครัวซองต์ 2-3 ชิ้นจะรู้สึกง่วงนอน เพราะครัวซองต์มีปริมาณแป้งขัดขาวมากและอุดมไปด้วยไขมันอีกด้วยซึ่งไขมันจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อย ดังนั้น เมื่อรับประทานครัวซองต์เข้าไปร่างกายก็จะดึงเลือดจากสมองไปที่กระเพาะเป็นจำนวนมากเมื่อสมองมีเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอก็จะทำให้ง่วงนอน หากคุณต้องทำงานเร่งด่วนก็ควรรับประทานครัวซองต์ได้แค่ชิ้นเล็ก ๆ หนึ่งชิ้น                                                                                                                                                                                                                      
 5. ขนมปังขาวและข้าวขาว อาหารทุกชนิดที่ทำมาจากแป้งขัดขาวเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ง่วงเหตุผลก็คือ มันเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดเร่งด่วนจึงทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมามากจึงทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงและทำให้ง่วงนอน

  
6. ถั่วเปลือกแข็ง มีกากใยอาหารมากซึ่งจะไปชะงักกระบวนการย่อยอาหารและยังถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่โดยไม่ได้ย่อย และกระตุ้นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่จัดการกับกากใยอาหาร ผลก็คือทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอนโดยเฉพาะถ้ารับประทานถั่วผสมเกลือก็จะทำลายวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบีซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า


    

7. ของหวาน เช่น ขนมหวาน เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่มหวาน ๆ น้ำตาล ทำให้ง่วงนอนและยังเป็นตัวแย่งวิามินบีไปจากร่างกายเราด้วย เช่น วิตามินบี 1 บี 3 บี 6 และกรดโฟลิก และเมื่อร่างกายขาดแคลนวิตามินดังกล่าวก็จะทำให้เรี่ยวแรงถดถอยจึงส่งผลให้รู้สึกง่วง


     

8. ผลิตภัณฑ์นมหรือโยเกิร์ต เป็นอาหารที่มีประโยชน์แต่ถ้ารับประทานโยเกิร์ตเข้าไปมากก็จะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันโปรตีนที่ว่านี้ก็จะแยกกรดอะมิโนจากร่าง
CREDIT :