วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555
9 เรื่องแปลกๆในไทยที่ชาวต่างชาติไม่เข้าใจ ??
1. ประเทศไทย...ทำไมมีสรรพนามเรียกแทน ตัวเองและฝ่ายตรงข้ามมากมายหลายคำ ?
Oktoberfest
Oktoberfest is a 16-day festival celebrating beer held annually in Munich,Bavaria, Germany, running from late September to the first weekend in October. It is one of the most famous events in Germany and is the world's largest fair, with more than 6 million people from around the world attending the event every year. To the locals, it is not called Oktoberfest, but "die Wiesn" - after the colloquial name of the fairgrounds themselves. The Oktoberfest is an important part of Bavarian culture, having been held since 1810. Other cities across the world also hold Oktoberfest celebrations, modeled after the original Munich event.
The Munich Oktoberfest originally took place during the sixteen days up to, and including, the first Sunday in October. In 1994, the schedule was modified in response to German reunification so that if the first Sunday in October falls on the 1st or 2nd, then the festival would go on until October 3 (German Unity Day). Thus, the festival is now 17 days when the first Sunday is October 2 and 18 days when it is October 1. In 2010, the festival lasted until the first Monday in October, to mark the 200th anniversary of the event. The festival is held in an area named the Theresienwiese (field, or meadow, of Therese), often calledWiesn for short, located near Munich's center. Large quantities of Oktoberfest Beer are consumed, with almost 7 million liters served during the 16 day festival in 2007. Visitors may also enjoy a wide variety of traditional food such as Hendl (chicken), Schweinebraten (roast pork), Schweinshaxe (grilled ham hock), Steckerlfisch (grilled fish on a stick), Würstl (sausages) along with Brezeln (Pretzel), Knödel (potato or bread dumplings), Käsespätzle (cheese noodles), Reiberdatschi (potato pancakes), Sauerkraut or Rotkohl/Blaukraut (red cabbage) along with such Bavarian delicacies as Obatzda (a spiced cheese-butter spread) and Weisswurst (a white sausage).
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555
Ada Lovelace
Augusta Ada King, Countess of Lovelace (10 December 1815 – 27 November 1852), born Augusta Ada Byron and now commonly known as Ada Lovelace, was an English mathematician and writer chiefly known for her work on Charles Babbage's early mechanical general-purpose computer, the Analytical Engine. Her notes on the engine include what is recognised as the first algorithm intended to be processed by a machine. Because of this, she is often considered the world's first computerprogrammer.
Ada was the only legitimate child of the poet Lord Byron (with Anne Isabella Byron). She had no relationship with her father, who separated from her mother just a month after Ada was born, and four months later he left England forever and died in Greece in 1823 when she was eight. As a young adult, she took an interest in mathematics, and in particular Babbage's work on the analytical engine. Between 1842 and 1843, she translated an article by Italian mathematician Luigi Menabrea on the engine, which she supplemented with a set of notes of her own. These notes contain what is considered the first computer program — that is, an algorithm encoded for processing by a machine. Ada's notes are important in the early history of computers. She also foresaw the capability of computers to go beyond mere calculating or number-crunching while others, including Babbage himself, focused only on these capabilities.
วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555
สเตรปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis)
เชื้อ Streptococcus suis เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดกรัมบวก ลักษณะเซลล์ของแบคทีเรียจะอยู่เป็นคู่ หรือเป็นสายยาวขนาดต่างๆ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในลูกสุกร พบในลูกสุกรตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหย่านม มักตรวจพบเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ในโพรงจมูก และต่อมทอนซิล บางครั้งจะพบเชื้อในช่องคลอดของแม่สุกร สุกรเหล่านี้จะเป็นแหล่งรังโรค ทำให้เชื้อแพร่ไปยังลูกสุกร หรือสุกรในฝูงได้
อาการในสุกร
เชื้อ S. suis เป็นเชื้อที่มีปัญหาอย่างมากในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ปัจจุบันพบจำนวน 34 serotype แต่ serotype ที่มักก่อให้เกิดโรคในสุกร ได้แก่ serotype ½, 2, 14 และ 19 โดยเฉพาะเชื้อ S. suis serotype 2 สามารถติดต่อสู่คนได้ และทำให้สมองอักเสบ
สุกรที่ติดเชื้อจะเกิดสภาวะเลือดเป็นพิษ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีไข้สูง และข้ออักเสบ และตายอย่างเฉียบพลัน สุกรบางตัวอาจตายโดยไม่แสดงอาการมาก่อน ในสุกรหย่านม อาการทางระบบประสาทจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสในฝูง โดยพบว่าเวลาขาจะไม่สัมพันธ์กัน นอนขาตะกุย มีอาการชัก เหยียดเกร็ง กรอกตาไปมา เยื่อบุตาบวมแดง นอกจากนี้ยังพบอาการปอดบวม และข้ออักเสบซึ่งเนื่องมาจากโลหิตเป็นพิษ สุกรบางตัวพบลิ้นหัวใจอักเสบมีฝีหนอง ระบบสืบพันธุ์ล้มเหลว อาการของโรคที่เกิดขากเชื้อ S. suis จะคล้ายกับโรคแกลสเซอร์ที่เกิดจากเชื้อ Haemophilus parasuis และโรค edema disease ที่จากเชื้อ E. coli
อาการในคน
การติดเชื้อจากสุกรไปสู่คนเกิดจากการสัมผัสโดยตรง เช่นติดทางบาดแผลที่ผิวหนัง การกินเนื้อหรือเลือดสุกรที่ไม่สุก การติดเชื้อทางการหายใจมีโอกาสน้อย และไม่รุนแรงเท่าการติดเชื้อโดยการสัมผัสโดยตรง อาการที่พบได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลัน มีไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง บางรายติดเชื้อในกระแสเลือดโดยไม่พบภาวะเยื่อหุ้มสมอง บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น หลอดเลือดอักเสบ และอุจจาระร่วง บางรายติดเชื้อในเลือดอย่างรุนแรง บางรายติดเชื้อในเยื่อหุ้มหัวใจแบบกึ่งเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่รอดชีวิตบางรายยังคงมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น หูหนวกทั้ง 2 ข้าง และเป็นอัมพาตครึ่งซีก
การเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติ
เชื้อ S. suis ทำให้เกิดโรคในหลายระบบการเก็บตัวอย่างจะเน้นอวัยวะที่ได้รับผลจากการติดเชื้อ และเกิดความผิดปกติ เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ไต สมอง ต่อมน้ำเหลือง หนองในข้อ รก ตัวอ่อนในแม่อุ้มท้อง และนมจากเต้านมอักเสบ ตัวอย่างทั้งหมดควรนำมาเพาะเชื้อโดยเร็ว โดย swab หนองจากข้อ และต้องนำมาเพาะเชื้อโดยทันที หรือไม่ช้ากว่า 3 ชั่วโมง การเก็บในอาหารเลี้ยงเชื้อ transport media จะช่วยรักษาสภาพของตัวอย่าง
การควบคุมและกำจัดโรคจากฟาร์มสุกร
เชื้อ S. suis serotype 2 เป็นเชื้อที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และทางสาธารณสุขมากกว่าเชื้อ S. suis serotype อื่น จึงได้มีการศึกษาวิธีกำจัดเชื้อออกจากฟาร์มมากกว่า serotype อื่น สุกรเป็นแหล่งหลักในการเป็นพาหะของเชื้อโดยที่เชื้อจะอาศัยอยู่ที่ crypt ของทอนซิล และโพรงจมูก เชื้อ S. suis สามารถที่จะวนเวียนอยู่ในประชากรของหนู mice ส่วนหนู rat พบว่าเชื้อจะไม่มีการเพิ่มจำนวนแต่สามารถที่เป็นพาหะแบบ mechanical ได้ พบว่าเชื้อสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ในกระเพาะของแมลงวันได้นานถึง 5 วัน
วิธีกำจัดเชื้อจากฟาร์มที่มีประสิทธิภาพดีได้แก่
1. การกำจัดเชื้อโดยวิธี depopulation & repopulation โดยทำ total depopulation ร่วมกับการทำความสะอาด และการฆ่าเชื้อในโรงเรือน วิธีนี้จะใช้ได้ผลดีกับฟาร์มในระบบปิด
2. การให้ยาร่วมกับการหย่านม ทำได้โดยการหย่านมลูกสุกรที่อายุ 5 วัน ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม beta-lactam โดยการกินในแม่สุกรใกล้คลอด และลูกสุกรหย่านมจะสามารถกำจัดเชื้อ S. suis serotype 2 ได้ การใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มอื่นจะไม่สามารถกำจัดเชื้อได้
การป้องกันและรักษาในคน
โรคนี้สามารถรักษาให้หายโดยการให้ยาปฏิชีวนะ โดยยาที่รักษาได้ผลได้แก่ แอมพลิซิลิน, เพนนิซิลิน, ซีฟาแลคซิน, คลาวูลานิคแอซิค และซิโปรฟลอกซาซิน โดยธรรมชาติ เชื้อ Streptococcus จะถูกทำลายด้วยความร้อน การกินอาหารแบบปรุงสุกจึงลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคในคน นอกจาก นี้ผู้ปฏิบัติงานในฟาร์มหรือโรงฆ่าสัตว์ ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล สวมรองเท้าบู๊ต หรือ สวมถุงมือระหว่างปฏิบัติงาน จะป้องกันการแพร่เชื้อจากสุกรมาสู่คนได้
วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555
มาดาม เดอ ปอมปาดูร์
ชู้รัก นามกระเดื่องคนที่สองได้แก่ มาดาม ปอมปาดัวร์ (Madame de Pompadour) แห่งฝรั่งเศสในสมัยศตวรรษที่ 18 ราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ในยุคนั้นเป็น สังคมของเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง แต่สาวน้อยปอมปาดัวร์ผู้มาจากครอบครัวราษฎรสามัญธรรม ดา ทำอย่างไรจึงเข้ามามีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์ได้ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา การที่กษัตริย์จะมีสนมเล็กสนมน้อยไว้เคียงข้าง เป็นสิ่งที่ยอมรับกัน สนมบางคนได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในตำแหน่ง Maitresse
วิธีการไต่เต้าสู่อำนาจของสาวน้อยปอมปาดัวร์ ก็ไม่แพ้คลีโอพัตรา
นั่นคืนในงานแฟนซีสวมหน้ากาก กลางอุทยานพระราชวัง แวซายลส์ปี ค.ศ.1745 ปอม-ปาดัวร์ในวัย 24 ได้รับเชิญในฐานะบุตรีของคหบดี (ผู้กำลังล้มละลาย) เธอแต่งแฟนซีในชุดสาวเลี้ยงแกะ ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงแต่งองค์โดยการ เอากิ่งไม้ใบไม้มาประดับ พระวรกาย เมื่อทั้งสองได้ประสบ พบพักตร์ก็เกิด “ปิ๊ง” กันขึ้นในทันที แล้วปอมปาดัวร์ก็ได้เป็นคู่เชย ร่วมบรรจถรณ์ของพระราชาอย่างแนบแน่น
ทว่า 5 ปีต่อมา ความสัมพันธ์ทางเพศของทั้งสองก็จืดจางลง จะด้วยสาเหตุใดไม่แน่ชัด อาจด้วยปัญหาทางสุขภาพของปอมปาดัวร์ และทำให้เธอต้องมองหาหนทางที่จะยังคงอยู่ ในฐานะสนมคนสำคัญต่อไป
“แท็กติก” อย่างหนึ่งที่ปอมปาดัวร์นำมาใช้คือ สร้างภาพ ของเธอไว้ทุกหนแห่งในวัง แบบว่าไม่ว่าพระเจ้าหลุยส์ดำเนินไปที่ใดก็จะทอดเนตรเห็นสิ่งอันเป็นสัญลักษณ์ของปอมปาดัวร์ อาทิ ภาพเขียนรูปเหมือนของเธอที่ติดประดับแทบทุกผนัง ผ้าม่านทุกผืนที่แขวนนั้นเธอเป็นผู้เลือกหามา ถ้วยชามกระเบื้องต่างๆเป็นสิ่งที่เธอจัดสรร ไม่ว่าประทับอยู่ใดก็จะมีกลิ่นอายของเธอห้อมล้อมอยู่
ถัดมา ปอมปาดัวร์เริ่มมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของฝรั่ งเศส รวมทั้งในวงการทหาร เธอเขียนจดหมายนับไม่ถ้วนถึงเหล่านายพล กระทั่งคนฝรั่งเศสแอบลือกันว่าเธอนี่แหละคือนายกรัฐม นตรีตัวจริง เธอผันแปรจากสภาพของนางบำเรอไปสู่การเกาะกุมอำนาจ อันปราศจากการใช้กามารมณ์เป็นเครื่องมือ นับเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเจ้าแม่ยั่วเมือง
เอวา เปรอง (Eva Peron)
กุหลาบแดงหลายดอกเสียบอยู่ที่ประตูเหล็กบานใหญ่ซึ่งมีรูปกางเขนทำด้วยทองแดงสุกปลั่งท่ามกลางลวดลายอันงดงาม และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองกรอบประตูด้านบน จะเห็นตัวอักษรโลหะเป็นภาษาสเปนว่า FAMILIA DUARTE ประดับอยู่บนหินอ่อนสีดำขัดมัน...
เอวา เปรอง (Eva Peron) หนึ่งในสตรีที่ทรงอำนาจ เธอเริ่มต้นชีวิตมาจากความยากจน ในฐานะลูกนอกสมรส มาสู่การเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของอาเจนตินา เส้นทางชีวิตอันยาวไกลของเธอ เหมือนกับตำนานที่ยกให้เธอเป็น “ซินเดอเรลล่าแห่งอาเจนติน่า”
เอวิต้า ชื่อเดิมในวัยเด็กของเธอคือ มาเรีย เอวา ดัวเต้ (Maria Eva Duarte) เกิดที่เมืองลอสโทลดอส เนื่องจากพ่อของเธอตายไป ตั้งแต่เอวามีอายุเพียง 7 ขวบ อีกทั้งครอบครัวของเธอยากจนมาก เอวา แม่ และพี่สาวทั้ง 3 คน ต้องอาศัยรวมกันอยู่ในห้องแคบๆ ของครอบครัว ที่พวกเธอทำงานเป็นสาวใช้อยู่
เนื่องจากเอวาเป็นเด็กเงียบๆ และช่างเพ้อฝัน เธอคิดถึงโอกาส ที่เธอจะได้สัมผัสกับความร่ำรวยอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งอายุ 14 ปี เด็กบ้านนอกอย่างเธอ ต้องเดินทางเข้ากรุงบัวเอโนส แอร์เรส (Buenos Aires) เพื่อหางานทำ ไม่นานนัก เธอได้เป็นนักแสดง นักร้อง และนักจัดรายการวิทยุถึง 2 แห่ง
คือ Radio El Mitndo และ Radio Belgrano
วันหนึ่งในขณะที่เธอทำหน้าที่ เป็นพิธีกรในงานเลี้ยง ทำให้เอวาได้พบกับผู้พันจวน โดมินโก เปรอง (Juan Domingo Peron) ทั้งสองคนต่างหลงรักซึ่งกันและกัน เอวาต้องยอมรับสภาพความเป็นภรรยาลับๆ ของจวน จนกระทั่งผ่านไป 2 ปีพวกเขาจึงตัดสินใจแต่งงานกัน อย่างไรก็ตาม การแต่งงานของเอวานั้น ไม่ได้รับการยอมรับ จากเพื่อนทหารของจวน และวงสังคมการเมืองของเขา เนื่องจากเอวา เกิดจากครอบครัวที่ต่ำต้อย เป็นภรรยาลับและเป็นนักแสดง เธอจึงถูกลงความเห็นว่าไม่มีค่าพอ ที่จะเข้ามาในวงสังคมร่วมกันจวน
แต่อย่างไรก็ตาม เอวิต้าได้ทำให้ทุกคนยอมรับในตัวเธอ อย่างไม่มีข้อกังขา โดยเธอเป็นกลไกสำคัญตัวหนึ่ง ที่ช่วยให้นายพลเปรอง ได้รับตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ คือ ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งอาร์เจนตินา ด้วยคำแนะนำต่างๆ ของเอวา เช่น การหาเสียงกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งทำให้นายพลเปรอง มีฐานคะแนนสนับสนุนมากมาย

ระหว่างที่นายพลเปรอง ทำหน้าที่ประธานาธิบดี โดยมีเอวิต้าเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง ทั้งคู่ทุ่มงบช่วยเหลือคนยากจนเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้ยากไร้ แต่ปัญหาเรื้อรังที่เขาทั้งสองคนได้ก่อไว้ คือ การจ้างงานหรือสหภาพแรงงาน ทำให้อาร์เจนตินาประเทศที่เคยร่ำรวย เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐ ต้องเผชิญปัญหาอัตราเงินเฟ้อ และขาดปัจจัยแข่งขันกับต่างประเทศ จนเกิดปัญหาความวุ่ยวายมากมายภายในประเทศ
ด้วยอาการป่วย จากโรคมะเร็งในมดลูกของเอวิต้า ทำให้เธอเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2495 ทั้งๆ ที่เธอมีอายุได้เพียง 33 ปีเท่านั้น ดอกไม้ทุกดอก ประชาชนทั่วทั้งเมือง ต่างร่ำไห้กับการจากไปของเธอ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเอวาจะเสียชีวิตไปแล้ว ศพของเธอยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
โดยเอวามักจะบอกกับจวนเสมอๆ ว่าสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดคือ “การลืม” ดังนั้นจวนจึงจ้างนักพยาธิวิทยามาดองศพของเธอไว้ ซึ่งเขาตั้งใจจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับเอวา แต่ในที่สุดจวน เปรองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเกิดการปฏิวัติเสียก่อน เขาจึงจำเป็นจะต้องหนีไปอยู่ที่สเปน
ระหว่างที่นายพลเปรอง ทำหน้าที่ประธานาธิบดี โดยมีเอวิต้าเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง ทั้งคู่ทุ่มงบช่วยเหลือคนยากจนเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้ยากไร้ แต่ปัญหาเรื้อรังที่เขาทั้งสองคนได้ก่อไว้ คือ การจ้างงานหรือสหภาพแรงงาน ทำให้อาร์เจนตินาประเทศที่เคยร่ำรวย เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐ ต้องเผชิญปัญหาอัตราเงินเฟ้อ และขาดปัจจัยแข่งขันกับต่างประเทศ จนเกิดปัญหาความวุ่ยวายมากมายภายในประเทศ
ด้วยอาการป่วย จากโรคมะเร็งในมดลูกของเอวิต้า ทำให้เธอเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2495 ทั้งๆ ที่เธอมีอายุได้เพียง 33 ปีเท่านั้น ดอกไม้ทุกดอก ประชาชนทั่วทั้งเมือง ต่างร่ำไห้กับการจากไปของเธอ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเอวาจะเสียชีวิตไปแล้ว ศพของเธอยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
โดยเอวามักจะบอกกับจวนเสมอๆ ว่าสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดคือ “การลืม” ดังนั้นจวนจึงจ้างนักพยาธิวิทยามาดองศพของเธอไว้ ซึ่งเขาตั้งใจจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับเอวา แต่ในที่สุดจวน เปรองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเกิดการปฏิวัติเสียก่อน เขาจึงจำเป็นจะต้องหนีไปอยู่ที่สเปน
เรื่องวุ่นวายยังไม่จบสิ้น เมื่อศพของเอวา ถูกกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาล anti-Peronistas ของเปรองขโมยไป ตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 โดยนำไปซ่อนไว้ในสุสานเล็กๆ ในมิลาน ภายใต้ชื่อปลอมจนกระทั่งในปี พ.ศ.2514 แต่อย่างไรก็ตาม ศพของเอวาจากอิตาลี ได้ถูกนำกลับมาที่อาร์เจนตินาอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2517 ซึ่งศพของเธอนั้น ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยตอนแรกรัฐบาล ได้นำไปฝังไว้ที่ห้องใต้ดินของประธานาธิบดี แต่สองปีต่อมา ได้มีการนำศพของเธอไปฝังไว้ที่หลุม ซึ่งทำด้วยเหล็กหลายชั้น แล้วฝังไว้ภายในสุสานของตระกูลที่เรโคเลตา (Recoleta)
แม้ว่าเรื่องราวชีวิตของเอวิต้า เปรอง จะสิ้นสุดไปเป็นเวลากว่า 53 ปีแล้ว แต่การดำเนินชีวิตที่น่าสนใจของเธอ กลับถูกนำมาตีแผ่ในรูปแบบของภาพยนตร์ บทละคร หนังสือ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ชื่อของเอวิต้า เปรอง ยังอยู่ในความทรงจำของชาวอาร์เจนตินาตลอดไป

แม้ว่าเรื่องราวชีวิตของเอวิต้า เปรอง จะสิ้นสุดไปเป็นเวลากว่า 53 ปีแล้ว แต่การดำเนินชีวิตที่น่าสนใจของเธอ กลับถูกนำมาตีแผ่ในรูปแบบของภาพยนตร์ บทละคร หนังสือ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ชื่อของเอวิต้า เปรอง ยังอยู่ในความทรงจำของชาวอาร์เจนตินาตลอดไป
คำกล่าวของเอวา
"ฉันต้องการมีชีวิตร่วมกับเปรอง และประชาชนของฉันตลอดไป ซึ่งมันเป็นความจริง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมันคือความต้องการ ครั้งสุดท้ายของฉัน มันน่าจะเป็นวิถีทาง ที่ต้องดำเนินต่อไป ทรัพย์สมบัติของฉันทั้งหมด ถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาความยากจน และฉันต้องการให้สิ่งนี้ พิสูจน์ความรักของฉัน ที่มีต่อประชาชนทุกคน”
"ฉันต้องการมีชีวิตร่วมกับเปรอง และประชาชนของฉันตลอดไป ซึ่งมันเป็นความจริง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมันคือความต้องการ ครั้งสุดท้ายของฉัน มันน่าจะเป็นวิถีทาง ที่ต้องดำเนินต่อไป ทรัพย์สมบัติของฉันทั้งหมด ถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาความยากจน และฉันต้องการให้สิ่งนี้ พิสูจน์ความรักของฉัน ที่มีต่อประชาชนทุกคน”
หวายปอมปาดัวร์
หวายปอมปาดัวร์ (Dendrobium pompadour)
บางครั้งเรียกว่า หวายมาดามปอมปาดัวร์ (Dendrobium madame pompadour)
เป็นกล้วยไม้สกุลหวายลูกผสม ที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากประเทศออสเตรเลียตอนเหนือ นำไปผสมพันธุ์ยังประเทศฝรั่งเศส แล้วมีการนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในเมืองไทย
ลักษณะ : ต้นสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ก้านชูดอกยาว ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กลีบดอกสีม่วงแดง ออกดอกได้ตลอดปีนิยมปลูกเป็นกล้วยไม้ตัดดอกจำหน่ายมานานเกือบ 30 ปีแล้ว จวบจนปัจจุบัน
บางครั้งเรียกว่า หวายมาดามปอมปาดัวร์ (Dendrobium madame pompadour)
เป็นกล้วยไม้สกุลหวายลูกผสม ที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากประเทศออสเตรเลียตอนเหนือ นำไปผสมพันธุ์ยังประเทศฝรั่งเศส แล้วมีการนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในเมืองไทย
ลักษณะ : ต้นสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ก้านชูดอกยาว ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กลีบดอกสีม่วงแดง ออกดอกได้ตลอดปีนิยมปลูกเป็นกล้วยไม้ตัดดอกจำหน่ายมานานเกือบ 30 ปีแล้ว จวบจนปัจจุบัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

