วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Crepe

                                        http://www.bbznet.com/images/upload2/recipes2friends/06YP20060802075833&Y 

   Crepe ...... เครปญี่ปุ่น ...เป็นขนมที่นิยมทานกันมากในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่น และ คนทุกวัย มีร้านเล็กๆขายเครปแทบทุกที่ตามแหล่งช็อปปิ้งย่านคนพลุกพล่าน ..จากกลิ่นหอมกรุ่น หน้าตาน่ากิน เชิญชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านไป-มา อดไม่ได้ที่จะแวะซื้อทานกัน แล้วก็ชื่นชอบกับความอร่อยถูกปากกันถ้วนหน้า. . 

เครปญี่ปุ่น..เป็นขนมที่ วิวัฒนาการมาจาก ขนมฝรั่งเศส .. รสชาติจะถูกปรับเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยจากของดั้งเดิม.. ริมขอบแผ่นแป้งเครปที่กรอบนิดๆปนความเหนียวนุ่มบางๆของแผ่นแป้ง  ไปกันได้ดีกับใส้ข้างในที่มีให้เลือกได้ตามชอบ นานาชนิด เป็นได้ทั้ง ของหวาน และ ของว่าง .... 

- เป็นของหวาน ก็ ห่อใส้ด้วย ...ไอศครีม , แยมผลไม้ , ผลไม้สด กับ ครีมสด , คัสตาร์ด ฯลฯ 

- เป็นของว่าง ก็ห่อใส้ ด้วย...... ชีส ,หมูแฮม , เบคอน ,ไข่คน , ผักสลัด , ปลาทูน่ากระป๋อง, มายองเนส ฯลฯ




                                 http://www.bbznet.com/images/upload2/recipes2friends/oIjC20060802102328&Y
  ... ตัวอย่างเมนู เครป แบบใส่กรวยกระดาษที่ขายตามบู้ธ .. 

  แผ่นแป้งเครปญี่ปุ่น ที่เห็นทั่วๆไป มีทั้ง

- แบบนิ่มมากๆ (คล้ายไข่เจียว-แพนเค้ก)ทอดด้วยกระทะแบนธรรมดาแบบในครัวเรือนใช้กัน ...มีลักษณะ ม้วน หรือ พับสอดใส้วางใส่จาน( ราดครีม ไอศครีม และ คัสตาร์ด ฯลฯ ) สำหรับทานด้วย มีด กับ ส้อม

- แบบกึ่งนิ่มกึ่งเหนียว (ผิวเนียนเรียบคล้ายขนมเบื้อง ตอนนิ่มๆ) ขอบแป้งจะกรอบในตอน 1 นาทีแรกที่เสร็จใหม่ๆ ..ทอดด้วยแผ่นกระทะเหล็กกลม-แบนกว้างๆ  ห่อใส้ของหวาน ครีมสด คัสตาร์ด ฯลฯ หรือ สลัดแฮม ฯลฯ แบบมืออาชีพตามบู้ธร้านเครปที่นิยมม้วนใส่กรวยกระดาษให้ลูกค้ากินเล่นกันเดี๋ยวนั้น

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ


 ถ้าเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ เราอาจจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำจากวัฒนธรรมประเทศนั้นๆ ไม่งั้นจะเจ็บตัวได้ง่ายๆ เพราะอาจไปดูหมิ่นเขาอย่างไม่เจตนา ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” พึงระวังไว้ กับ 7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ จะได้ไม่ dead ก่อนวัยอันควร!!
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 7 ห้ามแบมือต่อหน้าชาวกรีก (Extend Your Hand, Palm Outward in Greece)
สากล: พอแล้วครับอิ่มแล้วครับ (เป็นภาษากายประมาณว่าผมไม่เอา)
กรีก: “นี่นายว่าหน้าฉันมีอุจจาระเรอะ!!”
ในประเทศกรีกการแสดงอากัปกิริยาโดยการแผ่ฝ่ามือแบบนี้ต่อหน้าชาวกรีกนั้น ถือว่าเป็นการดูถูกพวกเขา ที่มาคือ ในสมัยอาณาจักรไบเวนไทน์ Byzantine เมื่อใดที่อาชญากรทำผิดกฎอาญา คนนั้นจะถูกจับขังกรงและนำขึ้นขบวนแห่บนหลังม้าไปตามท้องถนน ผู้คุมจะทาสีดำที่ใบหน้าของนักโทษเพื่อประจาน ให้ต้องอับอาย ดังนั้นเวลาชาวกรีกเห็นเราทำมือแบบนี้ จะนึกว่าเรากำลังดูถูกพวกเขาอย่างมาก เพราะเราเปรียบพวกเขาเหมือนนักโทษที่น่าอับอายนี่เอง
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 6 ห้ามยกนิ้วโป้งที่ประเทศตะวันออกกลาง (Give the Thumbs-Up In The Middle East)
สากล: “กู๊ด มันยอดเยี่ยม”
ตะวันออกกลาง: “เดี๋ยวฉันจะเอานิ้วโป้งนายยัดรูตูดเอ็ง”
มันไม่เหมาะอย่างยิ่งที่ยกหัวนิ้วโป้งในดินแดนตะวันออกกลาง แม้ว่าการยกนิ้วโป้งจะเป็นการแสดงกิริยาสากลก็เถอะ ที่มาไม่ระบุชัด แต่สัญลักษณ์การยกนิ้วหัวแม่มือนั้นเป็นสัญญาณที่เคยใช้มากว่าพันปีมาแล้วในสมัยโรมัน การต่อสู้ในสังเวียนเลือด (โคโลเซียมหรือเวทีประลอง) พวกนักต่อสู้ (ซึ่งเป็นทาส คนผิวดำ ยิว)ที่แพ้ในเวทีจะถูกตัดสินโดยเจ้าภาพว่าจะอยู่หรือตาย เจ้าภาพจะตัดสินโดยการยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น-ลง ถ้ายกนิ้วโป้งขึ้นจะรอด แต่ถ้ายกหัวนิ้วมือลงนักสู้คนนั้นจะโดนฆ่า สัญลักษณ์นี้ถูกนำไปเผยแพร่ทั่วอาณานิคมของโรม อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นจริงความหมายดั้งเดิมของมันคงจะเป็น “อย่าฆ่านักโทษนะเว้ย เพราะตรูเป็นเจ้าชีวิตของพวกมัน”
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 5 มารยาทอาหารในไทย/ฟิลิปปินส์/จีน (Finish Your Meal In Thailand / The Philippines / China)
สากล: นี้เป็นอาหารอร่อย แต่ตอนนี้กระเพาะผมจุไม่ได้แล้วครับ ขออภัยด้วยที่กินเหลือ
เอเชีย: มองด้วยสายตาไม่พอใจ……
ในประเทศจีน ถ้าเรากินหมดจนคำสุดท้าย มันแปลว่าเขาให้อาหารเราไม่พอกิน เพราะฉะนั้นไม่ว่าอาหารนั้นจะอร่อยแค่ไหน เราก็ต้องกินเหลือไว้อย่างน้อยคำหนึ่งเสมอ และในจีน ถ้าเรากินไปคุยไป (คุยในขณะที่อาหารเต็มปาก) และถึงกับเรอเมื่ออิ่มนั้น เป็นมารยาทดีสุดๆ (เพราะแปลว่าอาหารอร่อยมาก และเราอิ่มแปร้) และตบท้ายด้วยมุข “ว่าแต่อย่าเผลอผายลมแถมให้ด้วยล่ะ” (เพราะอันนั้นเป็นมารยาทที่ไม่ดีในทุกสังคม)
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 4 ห้ามพบปะสนทนากับเพศตรงข้ามในซาอุดิอาระเบียโดยเปิดเผยต่อหน้าคนอื่น (Say “Hi” to a Member of the Opposite Sex in Saudi Arabia)
สากล: “สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
ซาอุฯ: “สวัสดี ตอนนี้คุณมีความผิดฐานร่วมประเวณีผิดศิลธรรมของประเทศเราแล้วละ ชื่อของคุณจะอยู่แฟ้มประวัติอาชญากรรมแน่นอน”
ซาอุดิอาระเบียมีกฎหมายที่เคร่งศาสนาเพื่อป้องกันการผิดศีลธรรมต่างๆ นาๆ เราอาจเห็นกฎหมายห้ามชายและหญิงมีชู้ ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว (มันก็ดีนี่น่า) แต่ถ้าใครละเมิดอาจจะได้รับบทลงโทษที่แสนรุนแรงตามมาแน่นอน หนึ่งในนั้นก็มีกฎหมายห้ามผู้หญิง(รวมถึงผู้หญิงต่างชาติ) จับมือทักทายผู้ชายต่อหน้าสาธารณชนหรือสมาคม และผู้ชายใดๆ ที่ไม่ใช่สามีของเธอโดยปราศจากผู้ที่ไปเป็นเพื่อน ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ผู้หญิงสหรัฐคนหนึ่งที่ติดต่องานโดยสนทนาและจับมือกับผู้ชายใน Starbucks สุดท้ายถูกจับกุมและเรื่องถึงขั้นขึ้นศาล
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 3 ห้ามให้ดอกไม้เลขคู่ในรัสเซีย (Give an Even Number of Flowers in Russia)
สากล: “ฉันชอบเสน่ห์ของเธอเหลือเกิน เลยขอมอบดอกไม้ให้แทนความรู้สึกของเรา
รัสเซีย: “ตาย! ตาย! ตาย! อ๊ากกกกกกกก”
ในรัสเซียดอกไม้จำนวนเลขคู่ใช้ในงานศพเท่านั้น และแน่นอนถ้าเราเอาดอกไม้จำนวนคู่เป็นของขวัญให้คนรัสเซียล่ะก็มีหวังได้คืนกลับหลายดอกแน่! เพราะเหมือนเราแช่งให้เขาตายเร็ว  เวลาจะให้ดอกไม้แก่คนรัสเซียควรให้ดอกไม้เลขคี่ดีกว่า และคนรัสเซียก็ไม่ให้ความสำคัญแก่สีของดอกไม้มากนัก พูดถึงรัสเซีย รัสเซียนี้มีประวัติวัฒนธรรมประเพณีที่ยาวนาน ถ้าเราศึกษาดีๆ จะพบข้อห้ามของรัสเซียอยู่เยอะ เช่น ไม่ควรจับมือหรือหอมแก้มทักทายที่ประตูทางเข้าบ้าน ห้ามปฏิเสธการดื่มอวยพร เวลาไปเยี่ยมต้องเอาของที่ระลึกเป็นให้เจ้าบ้านด้วย เป็นต้น
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 2 ห้ามให้ของขวัญด้วยมือซ้ายข้างเดี่ยวในบางประเทศ ( Give a Gift With Your Left Hand, Pretty Much Anywhere)
สากล: ฉันมาแสดงความยินดีกับงานแต่งลูกสาวของคุณ เธอสวยมาก ฉันขอมอบของขวัญให้แก่ลูกสาวของคุณ เพราะฉันรักคุณ (ส่งด้วยมือซ้าย)
บางประเทศ: (อีกฝ่ายคิด) ฉันมาแสดงความยินดีกับงานแต่งลูกสาวของคุณ เธอไร้ค่ามาก เหมือนอาเจียนของสุนัขที่ฉันไปเจอมา ฉันขอมอบของขวัญนี้ให้ เพราะฉันเกลียดคุณ (ว่ะ)

ในบางประเทศถือได้ว่ามือซ้ายเป็นมือที่สกปรก โสโครก เพราะเรามักใช้มือซ้ายจับได้สิ่งที่ไม่ดีหลายอย่าง เช่น เรามักใช่มือซ้ายในการชำระล้างตะหรูดดดเวลาเข้าส้วม (สำหรับคนถนัดขวานะ) นอกจากนั้นในบางวัฒนธรรมในบางประเทศเชื่อว่าคนถนัดซ้ายคือสมุน ของซาตาน ส่วนคนถนัดขวาคือมนุษย์ ซึ่งในหลายประเทศที่ห้ามส่งของขวัญด้วยมือซ้ายก็มี อินเดีย, แอฟริกา, ศรีลังกา และประเทศตะวันออกกลาง
พูดถึงการให้ของขวัญแก่คนต่างประเทศนี้ก็มีข้อควรรู้อีกเยอะ เช่น  อย่าใช้กระดาษขาวมาห่อของขวัญแก่คนจีน อย่าให้ดอกไม้สีขาวแก่ชาวบังคลาเทศ ซึ่งมันอาจเป็นมารยาทเล็กๆ ที่คุณอาจต้องรู้ไว้เวลาจะถูกมิตรกับคนต่างชาติ เพราะคนต่างชาติไม่มองคุณเป็นคนขี่ม้าที่สี่ของบันทึกทางศาสนาของยิวแน่นอน (กษัตริย์ทั้งสี่ในศาสนาคริสต์ที่มอบของขวัญแก่พระเยซูคริสต์ในช่วงประสูติ)
7 มารยาทห้ามทำในต่างประเทศ ไม่งั้นคุณอาจตายได้
อันดับ 1 ห้าม “OK” ที่บราซิล (Give the “OK” Sign in Brazil)
สากล: ตกลง!! โอเค
บราซิล: ไฮ บราซิล!! ฉันคือ ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ของ USA ฉันกำลังจะไปแตะผ่าหมากคุณแล้ว
บราซิล คือดินแดนแห่งสาวสวย หาดทรายขาว และวัฒนธรรมเปิดกว้างเป็นมิตร แต่ถ้าเราทำมือโอเคแก่ชาวบราซิลละก็ จากมิตรจะกลายเป็นศัตรูทันใด!! ในบราซิลการทำมือ “โอเค” หรือ “ตกลง” นั้นไม่ควรนำมาใช้อย่างยิ่งเพราะการทำมือ “ตกลง” เป็นการแสดงอากัปกิริยาเทียบเท่าได้กับ “ฟักยู” ในอเมริกา (ชูนิ้วกลาง) เราไม่รู้ว่าประวัติของการห้ามทำสัญญามือของบราซิลนี้มีที่มาอย่างไร แต่มันก็เคยเกือบเป็นปัญหาระดับประเทศมาแล้ว เมื่อนิกสันมาเยือนอเมริกาและในขณะก้าวลงจากเครื่องบิน ฝูงชนรัวชัตเตอร์ถ่ายรูปประชิดตัว พร้อมกันนั้นนิกสันได้ยกมือทำสัญลักษณ์ “โอเค” ทักทายต่อหน้ากล้องและประธานาธิบดีคนแรกของบราซิล  แน่นอนคนบราซิลถึงกับผงะ!! เพราะคิดว่านิกสันจะเตะผ่าหมากคนทั้งบราซิล!!
สรุปการมาเยือนบราซิลของนิกสันในครั้งนั้น ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างเละ ด้วย ปัสสาวะ อึ ที่โถมกระหน่ำใส่รถลีมูซีนที่ท่านนั่งอยู่ตลอดสองข้างทาง…….(ที่ไม่สุภาพ เพราะว่า  การทำมือ o.k. โดยเอานิ้วโป้งแตะกับนิ้วชี้ จะเกิดเป็นรูกลมๆ  ซึ่งชาวบราซิลถือว่ารูนี้ เปรียบกับ “รูทวาร” ในภาษาของเค้าใช้คำว่า Cu “กู” ถ้าจะด่าด้วยการใช้ภาษามือนี้  ซึ่งความหมายมันจะเหมือนประโยค Vai Tomar Nu Cu อ่านว่า ” วาย โตมาร์ นู คู ” (vai = ไป , tomar = กิน , nu = เปลือย , cu = รูทวาร) ซึ่งเป็นคำด่าหยาบมาก คงประมาณว่าไปตายซะ! อะไรทำนองนี้ …)
…………………………………………………………………
7 มารยาทห้ามทำ ในต่างประเทศ
ที่มา : http://www.fwdder.com

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Ma Journée



Le mardi,

    Le matin, je me lève à 6 heures 30 et je me brosse les dents. Je prends mon petit déjeuner. Puis, je prends ma douche et je m’habille. Je vais à l’école à 7 heures et demie. À midi, je déjeune à la cantine avec mes amies. À 16 heures et demie, je rentré chez moi. Je fais mes devoirs et écoute de la musique. Le soir, mes parents et moi dînons. Après, lire un livre et une BD. Je me couche tôt, à 22 heures et demie.
Voilà, c’est ma journée !

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Alan Turing


     

        Alan Mathison Turing, OBE, FRS (play /ˈtjʊərɪŋ/ tewr-ing; 23 June 1912 – 7 June 1954), was an English mathematician, logician, cryptanalyst and computer scientist. He was highly influential in the development of computer science, providing a formalisation of the concepts of "algorithm" and "computation" with the Turing machine, which played a significant role in the creation of the modern computer.[1][2] Turing is widely considered to be the father of computer science and artificial intelligence.[3]
During World War II, Turing worked for the Government Code and Cypher School (GCCS)at Bletchley Park, Britain's codebreaking centre. For a time he was head of Hut 8, the section responsible for German naval cryptanalysis. He devised a number of techniques for breaking German ciphers, including the method of the bombe, an electromechanicalmachine that could find settings for the Enigma machine.
After the war he worked at the National Physical Laboratory, where he created one of the first designs for a stored-program computer, the ACE. In 1948 Turing joined Max Newman's Computing Laboratory at Manchester University, where he assisted in the development of the Manchester computers[4] and became interested in mathematical biology. He wrote a paper on the chemical basis of morphogenesis,[5] and he predictedoscillating chemical reactions such as the Belousov–Zhabotinsky reaction, which were first observed in the 1960s.
Turing's homosexuality resulted in a criminal prosecution in 1952, when homosexual acts were still illegal in the United Kingdom. He accepted treatment with female hormones (chemical castration) as an alternative to prison. He died in 1954, just over two weeks before his 42nd birthday, from cyanide poisoning. An inquest determined it was suicide; his mother and some others believed his death was accidental. On 10 September 2009, following an Internet campaign, British Prime Minister Gordon Brown made an official public apology on behalf of the British government for the way in which Turing was treated after the war.[6]

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โรควุ้นในลูกตาเสื่อม


โรควุ้นในลูกตาเสื่อม ภัยใกล้ตัวของผู้ใช้คอมพิวเตอร์


โรควุ้นในลูกตาเสื่อม
    ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆเพิ่มขึ้นมามากมาย รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน ซึ่งบางคนอาจจะต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน วันละหลายๆชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่กับคอมพิวเตอร์นานๆด้วยสาเหตุอะไร เช่น ทำงาน เล่นอินเตอร์เน็ต หรือ เล่นเกมส์ โรควุ้นในตาเสื่อม ก็เป็นอีกหนึ่งโรค ที่เป็นผลพวงมาจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ซึ่งในขณะนี้ มีผลสำรวจจากทางหนังสือพิมพ์มาแล้วว่า มีผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วกว่า 14 ล้านคนในประเทศไทย และ 14 ล้านคนนี้เป็นแ่ค่ผู้ที่มีข้อมูลบันทึกไว้เท่านั้น ยังมีคนอีกมากที่เป็นอย่างไม่รู้ตัว


• ลักษณะอาการของโรคนี้เป็นอย่างไร       สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้ให้ลองสังเกตุจากตัวเองได้เลยว่าลักษณะการมองเห็นของเราเป็นอย่างไร โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะเห็นเป็นคราบดำๆ คล้ายหยากใย่ ซึ่งการตรวจสอบจะมองเห็นได้ชัดเจนในที่ๆเป็นพื้นที่สีสว่างๆ เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ผนังห้องขาวๆ ซึ่งอาการที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือประสาทของลูกตาฉีกขาด จะทำให้คุณได้เห็นกับแสงแฟลซในที่มืด ไม่ว่าจะลืมตา หรือหลับตา ก็สามารถมองเห็นได้ ลักษณะนี้เข้าขั้นอันตราย ควรไปปรึกษาจักษุแพทย์ เป็นการด่วน




• แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไรหล่ะ ?
       
โรคนี้เกิดขึ้นจากการใช้สายตาที่มากจนเกินไป โดยปกติแล้วในสมัยก่อนโรคนี้ส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุปัน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มากขึ้น และ ไม่จำกัดช่วงอายุวัย แล้วเสียด้วย เพราะในปัจจุบันผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ต้องนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานๆ มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงการดูโทรทัศน์ และ อ่านหนังสือในที่ๆแสงสว่างไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน การอ่านตัวหนังสือที่อยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะอ่าน นิยาย ไดอารี่ บทความ สามารถทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้น เพราะถ้าการอ่านหนังสือจากกระดาษธรรมดา ระยะห่างระหว่าง ลูกตา กับ ตัวหนังสือ จะคงที่ แน่นอนเพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอนกว่า กล้ามเนื้อและประสาทตาจึงทำงานค่อนข้างคงที่ แต่ ! ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะเป็นจุดๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่คมชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส (เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป และ จอ LCD เราก็ต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือน อยู่บนแผ่นกระดาษ) ทำให้การปรับระยะโฟกัสนั้นไม่แน่นอน บวกกับลักษณะของการอ่านหนังสือบนคอมพิวเตอร์ เราจะต้องใช้เมาส์เลื่อนลงอยู่เรื่อยๆ ทำให้การมองเห็นจะดูกระตุกๆ และการพิมพ์ตัวหนังสือก็เช่นเดียวกัน ทำให้คุณต้องก้มๆเงยๆ อยู่ตลอดเวลา (ในกรณีของคนที่พิมพ์แล้วต้องมองแป้น) ซึ่งหลังจากทำกิจเหล่านี้ไปนานๆ จะทำให้คุณเกิดอาการปวดลูกตา




วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภัยใกล้ตัว! โรคทนรอไม่ได้


ภัยใกล้ตัว! โรคทนรอไม่ได้ *
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

ภัยใกล้ตัว! โรคทนรอไม่ได้ 
(ไอเอ็นเอ็น)

           ทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ ระวังจะเป็นโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness)...อันตรายกว่าที่คิด ...เป็นอย่างไร?


           โรคและกลุ่มอาการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อันเนื่องมาจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์
โรค Cumulative Trauma Disorders (ความผิดปกติจากอุบัติภัยสะสม) อาการของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป จะมีอาการปวดคอ ไหล่ ข้อมือ และหลัง ผู้ที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการชาที่มือ อาการของโรคพวกนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นแล้วหายเมื่อได้พัก ระยะสองคือ มีอาการต่อเนื่องถึงกลางคืน และหายเมื่อได้พัก ระยะสามคือ เป็นตลอดเวลาไม่หายเมื่อได้พัก การรักษาคือ ต้องปรับพฤติกรรมการทำงานของตนเองก่อน หรือถ้าเป็นมากควรปรึกษาแพทย์ และควรเล่าประวัติการทำงาน ให้แพทย์ทราบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์จึงจะรักษาเจาะจงเฉพาะที่ได้

           โรคนี้มีความคล้ายกับโรคจากการทำงานซ้ำซาก ซึ่งนักกายภาพบำบัดอธิบายว่า พบมากในผู้ที่ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน มักจะมีอาการชาข้อมือ หรือที่เรียกว่า กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) เกิดเนื่องจากการใช้งานซ้ำๆ ที่บริเวณข้อมือ ทำให้เอ็นรอบๆ ข้อมือหนาตัวขึ้นแล้วไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่าน ทำให้เกิดอาการชาและเจ็บได้ ซึ่งการรักษานอกจากทางกายภาพ โดยใช้ความร้อนทำให้บริเวณที่จับหนาตัวขึ้นนิ่มลงและยืดมันออก ทำให้อุโมงค์ที่เส้นประสาทลอดผ่านขยายตัวได้ แต่ถ้าผู้ที่เป็นมากๆ จะมีอาการชาจนกระทั่งกล้ามเนื้ออ่อนแรงลงไป การผ่าตัดคือ วิธีรักษาที่ดีที่สุด


           โรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) มักจะเกิดกับผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้กลายเป็นคนขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย ใจร้อน เครียดง่าย เช่น ทนรอเครื่องดาวน์โหลดนานๆ ไม่ได้ กระวนกระวาย หากมีอาการมากๆ ก็จะเข้าข่ายโรคประสาทได้ ท่านจึงควรปรับเปลี่ยนลักษณะงาน และพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองไว้บ้าง มิฉะนั้นท่านจะเป็นคนที่เสียทั้งงานและเสียทั้งเพื่อนได้ 

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Angry Birds Land


Angry Birds Land

จากเกมยอดฮิตบนมือถือของฟินแลนด์ มาตอนนี้ 
"แองกี้เบิร์ด" (Angry Birds) ได้กลายเป็นดินแดนแห่งความสนุก เมื่อได้รับออกแบบและนำมาสร้างเป็นสวนสนุกสุดหรรษาภายใต้ชื่อ "Angry Birds Land" สวนสนุกแองกี้เบิร์ดที่มาพร้อมกับเครื่องเล่นต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งภายในสวนสนุก ยังประดับประดาไปด้วยตัวละครแองกี้เบิร์ดทั้งหมด และมีบรรยากาศที่จำลองให้เหมือนกับในเกมแองกรี้เบิร์ดอีกด้วย


Angry Birds Land

Angry Birds Land 


Angry Birds Land
สำหรับ Angry Birds Land ตั้งอยู่ใน Särkänniemi Adventure Park ในเมือง Tampere ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเดียวกับบริษัทที่พัฒนาเกมนี้ โดยบรรยากาศรอบ ๆ ของสวนสนุกแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเล ภายในประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่จำลองแบบจากตัวเกมบางส่วน พร้อมด้วยเครื่องเล่นที่ให้ผู้เล่นได้สนุกและเพลิดเพลินกับบรรยากาศราวกับว่า กำลังอยู่ในโลกของเกมแองกรี้เบิร์ดจริง ๆ เพราะทุกที่จะมีตัวละครจากแองกรี้เบิร์ดปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ, ตุ๊กตา, รูปปั้นต่าง ๆ อีกทั้งยังมี ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกไว้คอยบริการอีกด้วย


Angry Birds Land
ด้านราคาค่าตั๋วสำหรับเข้าสวนสนุกแห่งนี้ ผู้ใหญ่คิดในราคา 35 ยูโร (ประมาณ 1,400 บาท) และราคาสำหรับเด็ก 30 ยูโร (ประมาณ 1,200 บาท)

Angry Birds Land

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในวันที่ 30 มิถุนายน 2555 จะมีการเฉลิมฉลองพิธีเปิดครั้งยิ่งใหญ่ที่สวนสนุกแองกรี้เบิร์ดอีกครั้ง ตอนนี้เรามาชมภาพบรรยากาศพร้อมคลิปวิดีโอแนะนำสวนสนุกแองกรี้เบิร์ดกันครับ

Angry Birds Land : 
Angry Birds Activity Park




ที่มาของข้อมูลและภาพประกอบจาก :  sparklette , Youtube.com , kapook.com